
เปิดพิธีศักดิ์สิทธิ์แห่งความรัก พราหมณ์จากเมืองมาดูไร ประเทศอินเดีย ประกอบพิธีอภิเษกสมรสพระแม่อุมา–พระศิวะ ณ วัดแขกสีลม สืบทอดประเพณีพราหมณ์–ฮินดู
กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักพราหมณ์พระราชครูในสำนักพระราชวัง และวัดพระศรีมหาอุมาเทวี (วัดแขกสีลม) จัดพิธีอภิเษกสมรสพระแม่ศรีมหาอุมาเทวีและพระศิวะมหาเทพ เนื่องในเทศกาลนวราตรี ประจำปี 2569 ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยมี นายเจษฎา ชีวะวิชวาลกุล อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา ตลอดจนผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง


พิธีอภิเษกสมรสพระแม่ศรีมหาอุมาเทวีและพระศิวะมหาเทพ ถือเป็นพิธีกรรมสำคัญที่สะท้อนขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมการสมรสตามความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ซึ่งกำหนดจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง โดยในปีนี้มีความพิเศษเนื่องจากประกอบพิธีโดยพราหมณ์จากเมืองมาดูไร ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีสมรสของเทพทั้งสององค์ตามตำนาน จึงได้รับความสนใจจากศาสนิกชนและคู่รักจำนวนมากเดินทางมาร่วมสักการะและขอพรด้านความรักและการครองคู่เพื่อความเป็นสิริมงคล


บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 09.00 น. ประธานในพิธีและคณะผู้บริหารได้เข้าสักการะองค์เทพภายในเทวสถาน เริ่มจากพระพิฆเนศ พระขันธกุมาร และพระแม่ศรีมหาอุมาเทวี ซึ่งเป็นองค์ประธาน พร้อมประกอบพิธีสวดมนต์ถวายเครื่องบูชาและพิธีอารตีถวายแสงไฟแด่องค์เทพ จากนั้นได้เริ่มขบวนแห่ขันหมากรอบเทวสถาน โดยประธานในพิธีได้มอบสร้อยมงคลแก่พราหมณ์สำหรับใช้ประกอบพิธีถวายแด่พระแม่ศรีมหาอุมาเทวีและพระศิวะมหาเทพ


ต่อมาในเวลา 10.00 น. คณะพราหมณ์ได้ประกอบพิธีโหมกูณฑ์ หรือพิธีบูชาไฟ ซึ่งเป็นพิธีกรรมสำคัญของศาสนาฮินดู ด้วยการนำเครื่องบูชา เช่น ไม้ เครื่องหอม สมุนไพร ธัญพืช ดอกไม้ เนย น้ำผึ้ง ข้าว ขนม ผลไม้ อัญมณี พวงมาลัย และเครื่องแต่งกาย ถวายผ่านพระอัคนีตามคติความเชื่อ ก่อนเข้าสู่พิธีอภิเษกสมรสตามขนบธรรมเนียมโบราณ โดยอุปโลกน์พราหมณ์ 2 ท่านเป็นองค์พระแม่ศรีมหาอุมาเทวีและองค์พระศิวะมหาเทพ มอบสร้อยมงคลให้แก่กัน และจูงมือเดินรอบกองไฟ 7 รอบตามตำนาน ในช่วงท้ายประธานในพิธีได้โปรยดอกไม้แสดงความยินดี พร้อมร่วมพิธีไกวชิงช้าและอธิษฐานดอกไม้เป็นอันเสร็จพิธี


สำหรับเทศกาลนวราตรี ประจำปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–22 ตุลาคม 2569 ณ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี โดยมีพิธีบูชาองค์เทพสำคัญในช่วงเช้าเวลา 09.30 น. และช่วงค่ำเวลา 17.30 น. เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาเข้าร่วมพิธีได้โดยไม่จำกัด เพื่อร่วมสัมผัสคุณค่าทางวัฒนธรรมและเสริมสร้างความสิริมงคลตามความศรัทธา


การจัดงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เสน่ห์แห่งสีสัน เทศกาลแห่งศรัทธา” ซึ่งกรมการศาสนามุ่งส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม เปิดพื้นที่ให้ศาสนิกชนได้ปฏิบัติศาสนกิจตามความเชื่อ พร้อมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา สนับสนุนให้ประชาชนต่างความเชื่อเคารพในความแตกต่างและสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุขและสามัคคี




