
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา (สว.) สำรอง นำโดย พล.ต.ท. คำรบ ปัญญาแก้ว เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เรียกร้องให้พิจารณาคดี “ฮั้วเลือก สว.” อย่างตรงไปตรงมา โดยย้ำให้ยึดพยานหลักฐานและผลการไต่สวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 เป็นหลัก
พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า การดำเนินคดีของ กกต. มีความล่าช้าเกินกรอบระยะเวลา 1 ปี ตามระเบียบที่กำหนดไว้ ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงการแต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ซึ่งเกิดขึ้นหลังพ้นกรอบเวลา และมีการเปิดเผยรายชื่ออนุกรรมการ อันอาจกระทบต่อความเป็นกลาง

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามหนัก คือพฤติกรรมของบุคคลในคณะอนุฯ บางราย เช่น ปิยะ รักสกุล ที่ปรากฏภาพเข้าพบและให้การต้อนรับ อนุทิน ชาญวีรกูล แม้ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่โดยตรง ทำให้เกิดข้อกังขาเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง
“ตามระเบียบข้อ 75 หากมีเหตุสงสัยว่าอนุฯ ไม่เป็นกลาง กกต. ต้องดำเนินการ แต่กลับไม่มีการตอบสนองใด ๆ ซึ่งอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” พล.ต.ท.คำรบ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยต่อท่าทีของ กกต. ที่มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสำนวนคดีฟอกเงินจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีเดียวกัน ขณะเดียวกันยังปฏิเสธการส่งข้อมูลกลับ โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างการสอบสวน ทั้งที่ทั้งสองหน่วยงานควรทำงานประสานกัน
พล.ต.ท.คำรบ ยังเปิดเผยว่า ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน มีอย่างน้อย 13 รายชื่อ ถูกจับตาว่าอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งจะถูกฝ่ายค้านตรวจสอบด้านจริยธรรมต่อไป

“หาก กกต. เร่งวินิจฉัยคดีภายในวันสองวันนี้ ทั้งที่เอกสารมีจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องผิดสังเกต และอาจสะท้อนการขานรับแรงกดดันทางการเมือง” เขากล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการ
ท้ายที่สุด พล.ต.ท.คำรบ เตือนว่า หาก กกต. ตัดสินคดีโดยไม่ยึดพยานหลักฐาน หรือมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี เว้นแต่จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าดำเนินการโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
“ขอให้คำนึงถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และชื่อเสียงของตนเอง เพราะสิ่งที่ตัดสินวันนี้ จะเป็นเครื่องชี้วัดความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว” พล.ต.ท.คำรบ กล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่น
