
เมื่อวันที่ 21 มกราคม บรรยากาศย่านเศรษฐกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่แยกลาดพร้าว สยามสแควร์ ไปจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กลับมาคึกคักและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อพรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 เปิดเกมรุกทางการเมือง เดินสายพบประชาชนพร้อมเปิดตัว “มาสคอตเสือม่วง 48” สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางความสนใจของประชาชนและคนรุ่นใหม่จำนวนมาก

การลงพื้นที่ครั้งนี้ นำโดย นายวรวุฒิ โตวิรัตน์ และ นางสาวตรัยฉัตร ธนะสารไตรภพ ผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยสร้างไทย พร้อมทีมงานคนรุ่นใหม่ ที่ตั้งใจใช้พื้นที่เมืองหลวงเป็นเวทีสื่อสารถึงความจำเป็นของการ “เปลี่ยนระบบประเทศ” จากโครงสร้างเดิมที่ล้าหลัง ไปสู่แพลตฟอร์มใหม่ที่รัฐสามารถดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และตรวจสอบได้

พรรคไทยสร้างไทยประกาศจุดยืนชัดเจนว่า พร้อมเข้าไปบริหารงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีของประชาชนทุกคน ด้วยความคุ้มค่า โปร่งใส และสุจริตที่สุด พร้อมวางระบบดูแลคนไทยทุกช่วงวัยผ่าน 4 นโยบายหลัก ที่ออกแบบมาให้ “จับต้องได้และเกิดขึ้นจริง”

เริ่มจากนโยบาย คูปองสร้างเด็กไทย 2,000 บาท ตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 6 ปี เพื่อเสริมโภชนาการและพัฒนาการเด็กอย่างรอบด้าน ตามด้วยนโยบาย เรียนฟรีจบปริญญาตรีโดยไม่เป็นหนี้ กยศ. พร้อมลดระยะเวลาเรียน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเริ่มชีวิตด้วยภาระหนี้สิน

สำหรับวัยทำงาน พรรคเสนอ กองทุนตั้งตัว สนับสนุนคนตัวเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อย และ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม และปิดท้ายด้วยนโยบาย บำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี ลดภาระครอบครัว และช่วยหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจชุมชน

ขณะเดียวกัน พรรคยังชูจุดแข็งด้านความโปร่งใส ย้ำเป็นพรรคที่ประชาชนไว้วางใจได้ ปราศจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชันและการจ่ายส่วยใต้โต๊ะ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้ประเทศสูญเสียงบประมาณนับแสนล้านบาทต่อปี พร้อมยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องถูกส่งถึงมือประชาชนอย่างเต็มจำนวน ไม่รั่วไหล ไม่ถูกบิดเบือน

ตลอดเส้นทางการลงพื้นที่ “มาสคอตเสือม่วง 48” ได้รับความสนใจจากประชาชนและเยาวชนอย่างล้นหลาม มีการเข้ามาทักทาย ถ่ายภาพ และสอบถามถึงแนวทางแก้ปัญหาประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยทีมงานย้ำว่า การเลือก พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 จะไม่ใช่คะแนนที่สูญเปล่า แต่คือการเลือกทีมบริหารที่มีประสบการณ์ เคยทำงานสำเร็จมาแล้ว และพร้อมดูแลผลประโยชน์ของประชาชน ด้วยความรอบคอบไม่ต่างจากการใช้เงินของตนเอง


