กมธ.กฎหมายเดือด ‘ศุภชัย’ นำ 7 สส.วอล์กเอาต์ ปะทะ ‘โรม’ ปมเชิญ ‘ศิริโชค’ ให้ข้อมูลเว็บพนัน

“ศุภชัย” ปะทะ “โรม” ปมเชิญ “ศิริโชค” ให้ข้อมูลหุ้นเว็บพนันเกี่ยวโยงสามี “สุชาดา” ก่อนนำ 7 สส.พรรคร่วมรัฐบาลวอล์กเอาต์ ย้ำร้อง ป.ป.ช.สอบจริยธรรมแล้ว

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เป็นประธานการประชุม โดยเชิญนายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ มาให้ข้อมูลกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการถือหุ้นธุรกิจพนันออนไลน์ของสามี น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย

อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่การรับฟังข้อมูล นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ทักท้วงว่า การนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณายังไม่ได้ผ่านมติของคณะกรรมาธิการ พร้อมอ้างถึงการประชุมร่วมระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานคณะกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ว่าได้กำหนดแนวทางให้คณะกรรมาธิการลงมติก่อนว่าจะรับเรื่องใดไว้พิจารณาหรือไม่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อบังคับ กฎหมาย และรัฐธรรมนูญ นายศุภชัยจึงเสนอญัตติขอให้ที่ประชุมลงมติ หากรับเรื่องก็ให้เดินหน้าพิจารณา แต่หากไม่รับก็ไม่ควรดำเนินการต่อ

นายปิยรัฐ จงเทพ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ชี้แจงว่า ไม่ขัดข้องกับการเสนอญัตติหากมีผู้รับรอง แต่เรื่องนี้ได้ออกหนังสือนัดหมายการประชุมไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ดังนั้น กระบวนการพิจารณาบรรจุเรื่องควรเกิดขึ้นก่อนถึงวันประชุม ไม่ใช่เพิ่งมาขอมติในวันนี้

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะกรรมาธิการ เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องเดียวกับที่คณะกรรมาธิการพิจารณาต่อเนื่องมาแล้ว 8 ครั้ง การขอมติรับเรื่องจึงควรใช้กับเรื่องใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางที่หยิบยกขึ้นมานั้นเป็นข้อตกลงในการทำงาน ไม่ใช่ข้อบังคับที่กำหนดไว้โดยตรง

พ.ต.อ.ทวีอธิบายว่า การพิจารณาก่อนหน้านี้เริ่มจากประเด็นสินบน 40 ล้านบาท ซึ่งมีการกล่าวถึงเว็บไซต์พนันประมาณ 4,000 เว็บไซต์ ก่อนขยายผลมาถึงข้อสงสัยว่าเว็บไซต์บางแห่งอาจอาศัยช่องทางในตลาดหลักทรัพย์ โดยตลาดหลักทรัพย์ได้ส่งผู้แทนมาชี้แจงแล้ว จึงเห็นว่าเป็นการตรวจสอบต่อเนื่องจากเรื่องเดิม

พร้อมกันนี้ พ.ต.อ.ทวียังยกกระบวนการบรรจุวาระของสภาผู้แทนราษฎรมาเปรียบเทียบ และย้ำว่าฝ่ายนิติบัญญัติต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยฝากข้อสังเกตให้พิจารณาแนวทางดังกล่าวประกอบ

นายศุภชัยลุกขึ้นโต้แย้งว่า ข้อเสนอของตนไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องการให้คณะกรรมาธิการสามัญทำงานอย่างมีหลักเกณฑ์และได้รับความเชื่อถือ ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ยืนยันว่าไม่ได้ติดใจว่าผลลงมติจะออกมาอย่างไร แต่ต้องการสร้างบรรทัดฐานในเรื่องที่สังคมกำลังจับตา

นายศุภชัยยังแย้งว่า กระบวนการบรรจุวาระของประธานสภาผู้แทนราษฎรมีฝ่ายข้าราชการประจำทำหน้าที่กลั่นกรอง จึงไม่สามารถนำมาเทียบกันได้ทั้งหมด และหากปล่อยให้ดำเนินการเช่นนี้ต่อไป คณะกรรมาธิการชุดใหม่อาจนำไปอ้างเป็นแนวปฏิบัติ โดยอ้างว่านายรังสิมันต์เคยทำมาแล้ว ทั้งที่สภาเป็นองค์กรผู้บัญญัติกฎหมายและไม่ควรทำงานตามอารมณ์

ระหว่างนั้น นายรังสิมันต์ขอให้นายศุภชัยสรุป แต่นายศุภชัยตอบว่า เมื่อตนพูดจบก็จะจบเอง พร้อมระบุว่า การเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลเป็นอีกประเด็นหนึ่ง รวมถึงตั้งคำถามถึงความสมัครใจของผู้ถูกเชิญ แต่สิ่งที่ต้องการให้ชัดเจนคือกระบวนการตามข้อบังคับ

นายศุภชัยเปรียบเทียบว่า หากต้นทางของกระบวนการมีปัญหา ก็เสมือนต้นไม้เป็นพิษที่ย่อมให้ผลไม้พิษ จึงยืนยันให้ลงมติก่อน แล้วจึงดำเนินการตามผลที่ประชุม

ต่อมา ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการให้ความเห็นว่า ข้อถกเถียงอยู่ที่อำนาจของประธานกับอำนาจของคณะกรรมาธิการ โดยหลายคณะใช้แนวทางให้ประธานบรรจุระเบียบวาระ อาศัยข้อบังคับการประชุมสภามาใช้โดยอนุโลม พร้อมย้ำว่าเรื่องที่กำลังพิจารณาเป็นเรื่องเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่

จากนั้น นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวถึงการไม่เข้าร่วมประชุมก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง โดยใช้คำว่า “บอยคอต” เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการใช้ข้อบังคับของประธาน

นายรังสิมันต์จึงทักท้วงทันทีว่า หนังสือลาระบุว่าติดภารกิจ หากยืนยันว่าเป็นการบอยคอต จะหมายถึงการทำหนังสือลาอันเป็นเท็จหรือไม่ พร้อมถามให้ชัดเจนว่าบอยคอตหรือลาประชุม

นายณัฐวุฒิจึงชี้แจงว่า เป็นการลาเพราะติดภารกิจ ไม่ใช่บอยคอต แต่การลาพร้อมกันมีนัยที่เชื่อว่าประธานเข้าใจดี

นายณัฐวุฒิยังอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 โดยเห็นว่า การสอบหาข้อเท็จจริงต้องอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาและคณะกรรมาธิการ รวมทั้งต้องมีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย หรือเกี่ยวข้องกับการสร้างความยุติธรรมอย่างไร ไม่ใช่ทำหน้าที่เสาะหาผู้กระทำความผิด

นายณัฐวุฒิกล่าวด้วยความกังวลว่า คณะกรรมาธิการที่มีหน้าที่ด้านกฎหมายกลับอาจดำเนินการขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับเสียเอง

เมื่อนายรังสิมันต์ขอให้สรุป นายณัฐวุฒิโต้แย้งว่า ลักษณะการทำหน้าที่เช่นนี้เป็นเหตุให้ประธานไม่ได้รับความร่วมมือ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าประธานเองใช้เวลาพูดมากกว่า นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่ามีการนัดประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ทั้งที่เคยมีมติให้ประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และแม้คณะกรรมาธิการมีโฆษก แต่โฆษกกลับไม่ได้ทำหน้าที่ เพราะประธานเป็นผู้แถลงทั้งก่อนและหลังประชุม

ขณะที่กรรมาธิการจากพรรคประชาชนยืนยันว่า เรื่องนี้พิจารณาต่อเนื่องมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องขอมติรับเรื่องใหม่ พร้อมเสนอให้ใช้พื้นที่สภาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเคารพกัน เปิดใจกว้างต่อความเห็นต่างและคำถามของประชาชน

กรรมาธิการฝ่ายพรรคประชาชนยังขอให้นำบันทึกการประชุมร่วมกับประธานสภาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม มาให้กรรมาธิการรับทราบ เนื่องจากเท่าที่ทราบยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน พร้อมย้ำว่า เมื่อพิจารณามาแล้ว 8 ครั้งก็ควรเดินหน้าต่อ เพราะหากยุติการทำหน้าที่ในช่วงที่ประชาชนจับตา ย่อมเกิดคำถามต่อการทำงานของสภาโดยรวม

อย่างไรก็ตาม การถกเถียงเรื่องอำนาจประธานและมติของคณะกรรมาธิการยังไม่ยุติ กระทั่งนายรังสิมันต์ให้นายศิริโชคเริ่มชี้แจง นายศุภชัยจึงยกมือขอพูด แต่นายรังสิมันต์ระบุว่า “ถ้าผมให้ใครพูดก็คือคนนั้น”

นายศุภชัยโต้แย้งว่า สิ่งที่กำลังถกเถียงเป็นเรื่องภายในคณะกรรมาธิการ ไม่เกี่ยวกับนายศิริโชค พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงให้นายศิริโชคขึ้นพูดในช่วงดังกล่าว

นายรังสิมันต์ยืนยันว่า ไม่อนุญาตให้นายศุภชัยพูด เพราะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ทำให้นายศุภชัยลุกขึ้นยืนประท้วง ระบุว่านี่คือปัญหาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ขณะที่นายรังสิมันต์ถามกลับว่าประท้วงตามข้อบังคับข้อใด

นายศุภชัยตอบว่า ไม่ต้องถามว่าข้อใด พร้อมระบุว่าได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของนายรังสิมันต์ในประเด็นจริยธรรมอย่างร้ายแรงแล้ว ก่อนประกาศวอล์กเอาต์ และเชิญกรรมาธิการที่เห็นด้วยออกจากห้องประชุมไปพร้อมกัน

ภายหลังเดินออกจากห้องประชุม นายศุภชัยให้สัมภาษณ์ว่า ตนเสนอให้ลงมติว่าจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่ เพื่อให้กระบวนการชอบด้วยข้อบังคับและกฎหมาย แต่ประธานยังยืนยันดำเนินการตามแนวทางเดิม

นายศุภชัยกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวควรหารือกันในหมู่กรรมาธิการทั้ง 15 คน แต่ประธานกลับหันไปสอบถามความเห็นจากนายศิริโชค ซึ่งเป็นบุคคลที่เชิญมาให้ข้อมูล พร้อมกล่าวหาว่าประธานใช้อำนาจสั่งปิดไมค์และห้ามกรรมาธิการพูด ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง

นายศุภชัยระบุว่า เหตุนี้ทำให้กรรมาธิการจากพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจออกจากที่ประชุม เพราะเห็นว่าประธานปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและขาดความชอบธรรม โดยได้ร้องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบว่าการกระทำหลายครั้งที่ผ่านมาเข้าข่ายฝ่าฝืนข้อบังคับ รัฐธรรมนูญ และจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

พร้อมประกาศว่า ในช่วงนี้จะไม่เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าว หากกรรมาธิการที่เหลือต้องการพิจารณากัน 7 คนก็ให้ดำเนินการไป แต่ต้องการให้สังคมรับรู้ว่าการทำงานควรปราศจากวาระซ่อนเร้น และไม่ควรใช้คณะกรรมาธิการเป็นเครื่องมือตามวาระของประธาน

นายศุภชัยย้ำว่า ตนเข้าใจจากการประชุมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ว่าทุกเรื่องต้องผ่านมติคณะกรรมาธิการ เพราะอำนาจเป็นของคณะกรรมาธิการทั้ง 15 คน ไม่ใช่ของประธานเพียงคนเดียว การเสนอให้ลงมติจึงเป็นการช่วยให้ประธานดำเนินการอย่างถูกต้องด้วย แต่เมื่อยังยืนยันใช้อำนาจตามแนวทางเดิม ตนและผู้ที่เห็นด้วยจะไม่ร่วมประชุมหรือร่วมทำงานต่อ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เดินออกจากห้องประชุมมี 7 คน ได้แก่

  1. นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
  2. นายองค์อาจ วงษ์ประยูร สส.สระบุรี พรรคกล้าธรรม
  3. น.ส.รินทร์ลิตา อดิษะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย
  4. นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย
  5. นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์ สส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย
  6. นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย
  7. นายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ สส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลาประชุม ทั้งนี้ หลังกรรมาธิการทั้ง 7 คนวอล์กเอาต์ การประชุมยังคงดำเนินต่อไป