
เดินเครื่องเต็มสูบ! ชาวนครพนม 12 อำเภอผนึกกำลังเนรมิต “ประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟ ประจำปี 2569” ยิ่งใหญ่อลังการ ตลอดเดือนตุลาคมนี้ริมฝั่งโขงคึกคักไปด้วยแรงศรัทธา สะพัดเม็ดเงินท่องเที่ยวกว่า 100 ล้านบาท
แสงตะเกียงนับหมื่นดวงที่กำลังจะส่องสว่างกลางแม่น้ำโขง ไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือช่างเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากแรงศรัทธาของชาวนครพนมทั้ง 12 อำเภอ ที่ร่วมกันลงแรงนับเดือนโดยไม่หวังค่าจ้าง เพื่อสร้างสรรค์เรือไฟให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ประทับใจ พร้อมส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดให้คึกคัก

บรรยากาศริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เต็มไปด้วยความขยันขันแข็งของช่างและตัวแทนชาวบ้านจาก 12 อำเภอ ที่ทยอยเข้ามาร่วมสร้างเรือไฟตลอดเดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่ประกอบโครงไม้ไผ่ ออกแบบลวดลาย ไปจนถึงติดตั้งตะเกียง เพื่อร่วมงานประเพณีออกพรรษาไหลเรือไฟนครพนม ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–27 ตุลาคมนี้
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่คืนวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตรงกับวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เมื่อเรือไฟจากทั้ง 12 อำเภอ จำนวน 12 ลำ จะร่วมประกวดประชันความงดงามกลางลำน้ำโขง ขณะที่ตลอดช่วงจัดงานยังมีเรือไฟไหลโชว์ยามค่ำคืนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ชมอย่างต่อเนื่อง

เรือไฟที่สร้างขึ้นในปีนี้มีความยาวประมาณ 60–80 เมตร สูงประมาณ 30–40 เมตร ประดับตะเกียงที่ประดิษฐ์จากกระป๋องกาแฟใช้แล้วตามภูมิปัญญาชาวบ้าน ลำละประมาณ 20,000 ดวง จัดวางเป็นลวดลายเกี่ยวกับสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนครพนม โดยเรือไฟบางลำใช้งบประมาณก่อสร้างตั้งแต่ 500,000 บาทถึง 1 ล้านบาท
เบื้องหลังความอลังการคือชาวบ้านที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำงานตามความถนัด หลายคนใช้เวลากินนอนอยู่หน้างานจนกว่าเรือไฟจะแล้วเสร็จ ทุกขั้นตอนอาศัยทั้งความละเอียด ความอดทน และประสบการณ์ที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยสิ่งที่ผู้ร่วมสร้างให้ความสำคัญเหนือค่าจ้างหรือรางวัล คือการรักษาประเพณีและสร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน

นายสมนึก แก้วสมบัติ อายุ 64 ปี ตัวแทนศิลปินเรือไฟอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ตนมีโอกาสร่วมสร้างเรือไฟมานานประมาณ 10 ปี ตั้งแต่ทำโครงสร้าง ติดตั้งลวดลาย ไปจนถึงนำตะเกียงที่ทำจากกระป๋องกาแฟมาติดตั้งให้ครบตามแบบ ทุกปีชาวบ้านจะร่วมแรงร่วมใจกันด้วยความเชื่อและความศรัทธา ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานประเพณีของบ้านเกิด
นายสมนึกกล่าวว่า ผู้ร่วมงานไม่ได้หวังค่าจ้างหรือเงินรางวัล แต่จะสลับกันมาช่วยทำเรือไฟต่อเนื่องนานนับเดือน บางคนพักกินนอนอยู่บริเวณก่อสร้าง สิ่งที่ทุกคนคาดหวังมากที่สุดคือรอยยิ้มและความประทับใจของประชาชนและนักท่องเที่ยวเมื่อได้เห็นเรือไฟส่องสว่างกลางแม่น้ำโขง

สำหรับเรือไฟของอำเภอโพนสวรรค์ นายสมนึกระบุว่า เป็นหนึ่งในเรือไฟที่มีผู้ติดตามรอชมทุกปี โดยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าเคยคว้ารางวัลชนะเลิศมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนให้มาชมผลงานในปีนี้ ซึ่งชาวบ้านตั้งใจสร้างสรรค์อย่างเต็มกำลังเพื่อให้ผู้ชมได้รับความประทับใจกลับไป
ด้านนายทศพล มาติยา อายุ 55 ปี ตัวแทนศิลปินเรือไฟอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า การสร้างเรือไฟเป็นภารกิจสำคัญที่ศิลปินเรือไฟ ผู้นำชุมชน และคนในท้องถิ่นร่วมกันรับผิดชอบทุกปี แต่ละคนแบ่งหน้าที่ตามความชำนาญ ตั้งแต่ประกอบโครงไม้ไผ่ ออกแบบลวดลาย และติดตั้งตะเกียง เพื่อให้ภาพที่ปรากฏเมื่อจุดไฟมีความสวยงามและลงตัว

นายทศพลกล่าวว่า ความรู้ในการสร้างเรือไฟเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและการลงมือทำร่วมกัน ไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ แต่เป็นทักษะที่สั่งสมและถ่ายทอดต่อกันมาตั้งแต่อดีต ทุกขั้นตอนจึงสะท้อนทั้งฝีมือและความผูกพันของคนในชุมชนที่ต้องการรักษาประเพณีนี้ไว้
สิ่งที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญมากที่สุดคือความงดงามของเรือไฟในคืนวันออกพรรษา เพราะแต่ละปีมีประชาชนและนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ รวมถึงชาวต่างชาติ เดินทางมารอชมเป็นจำนวนมาก โดยนายทศพลระบุว่ามีผู้ชมรวมกันนับแสนคน จึงต้องทุ่มเทสร้างผลงานให้สมกับความตั้งใจของผู้ที่เดินทางมาเยือน

นอกจากคุณค่าทางวัฒนธรรม งานไหลเรือไฟยังเป็นช่วงเวลาสำคัญของภาคการค้าและการท่องเที่ยวนครพนม ข้อมูลในพื้นที่ระบุว่า การจัดงานแต่ละปีช่วยกระตุ้นการจองที่พัก การใช้บริการร้านค้าและร้านอาหาร มีเงินหมุนเวียนระดับร้อยล้านบาท สะท้อนพลังของประเพณีที่เชื่อมความศรัทธาเข้ากับรายได้ของคนในท้องถิ่น
จากไม้ไผ่ทีละลำ กระป๋องกาแฟทีละใบ และแรงงานของชาวบ้านที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ กำลังกลายเป็นเรือไฟขนาดใหญ่ที่พร้อมส่องสว่างกลางลำน้ำโขงในคืนวันที่ 26 ตุลาคมนี้ พร้อมอวดฝีมือชาวนครพนมและส่งต่อมรดกแห่งศรัทธาให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด
เรื่อง/ภาพ : พัฒนพงษ์ ศรีเพียชัย ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนม


