ทลายปมลับ 600 ล้าน! รวบต่างด้าวหนีคดีจีน สวมตัวตนเมียนมา-ลูกถือบัตรไทย

ตำรวจเปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายต่างด้าวสวมตัวตนและธุรกิจนอมินีครั้งใหญ่ใน จ.สมุทรสาคร หลังสืบพบชายที่ใช้ชื่อ Mr.Myo สัญชาติเมียนมา มีความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาชาวจีนที่ทางการจีนต้องการตัว ก่อนขยายผลพบการเปิดบริษัทต้องสงสัย 3 แห่ง ถือครองที่ดินกว่า 28 ไร่ และทรัพย์สินรวมประมาณ 600 ล้านบาท ขณะที่ลูกชายถูกกล่าวหาว่าสวมสิทธิใช้บัตรประชาชนไทย

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อม พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 ผู้แทนสำนักงาน ปปง. กรมการปกครอง คณะทำงาน DOPA N.I.C.E และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลการปฏิบัติการดังกล่าว

ตำรวจระบุว่า การสืบสวนเริ่มจากการตรวจสอบ Mr.Myo ซึ่งพบว่าใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือ “นอมินี” ในบริษัทต้องสงสัย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท เออีซี บริษัท เคทองลี่ และบริษัท เคทีแอล โดยทั้งหมดมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่บริเวณเดียวกันใน ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

บริษัททั้ง 3 แห่งมีทุนจดทะเบียนรวม 191 ล้านบาท และถือครองที่ดินรวม 7 แปลง เนื้อที่กว่า 28 ไร่ ใช้เป็นที่อยู่อาศัย โรงงาน และพื้นที่ให้เช่าประกอบกิจการ ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรวมประมาณ 600 ล้านบาท ขณะที่ Mr.Myo มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการผู้มีอำนาจในทั้ง 3 บริษัท รวมถึงมีการถือหุ้นไขว้กันระหว่างบริษัท

จากการสอบสวนผู้ถือหุ้นคนไทยรายหนึ่ง เจ้าหน้าที่พบว่ามีอาชีพขับรถรับจ้างอิสระ เคยทำงานขับรถส่งสินค้าให้บริษัท แต่ให้ข้อมูลว่าไม่เคยนำเงินไปลงทุนหรือถือหุ้นในบริษัทใดมาก่อน ทำให้ตำรวจขยายผลถึงพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว

การตรวจสอบประวัติยังพบว่า Mr.Myo เคยมีคดีจากเหตุทำร้ายหญิงชาวจีนซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทในช่วงวันที่ 24–26 ก.ค.2564 โดยตามข้อมูลการสอบสวนระบุว่า มีทั้งการทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ให้ลงนามรับสภาพหนี้ 15 ล้านบาท บุกรุกลักทรัพย์ มัดมือ ปิดปาก และทำร้ายอย่างรุนแรง ก่อนผู้เสียหายหลบหนีออกมาขอความช่วยเหลือ

คดีดังกล่าว ศาลจังหวัดสมุทรสาครมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 มี.ค.2566 ก่อนมีการอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2568 ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 ปี 22 เดือน ปรับ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษ 2 ปี ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

จุดหักเหสำคัญเกิดขึ้นเมื่อระบบ Facial Recognition ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจพบว่าใบหน้าของ Mr.Myo มีความเชื่อมโยงกับชายชาวจีนชื่อ Mr.Weidong เจ้าหน้าที่จึงประสานตำรวจจีนตรวจสอบ

ผลปรากฏว่า Mr.Weidong เป็นบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัวตามหมายจับของมณฑลซานตง ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการทุจริตในโครงการของรัฐ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 พ.ค.2559 ที่นครจีหนาน เขตลี่เซี่ย ประเทศจีน

ข้อมูลการเดินทางระบุว่า ช่วงปี 2556–2559 Mr.Weidong เคยใช้หนังสือเดินทางจีนเดินทางเข้าออกประเทศไทย 14 ครั้ง ก่อนตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา จะใช้ชื่อ Mr.Myo และหนังสือเดินทางเมียนมาเดินทางเข้าออกประเทศไทยรวม 48 ครั้ง

ตำรวจจึงรวบรวมหลักฐานขอศาลจังหวัดสมุทรสาครออกหมายจับในความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พร้อมขอหมายค้นบริษัททั้ง 3 แห่ง ก่อนเข้าจับกุมตัวได้

จากการตรวจค้น ตำรวจระบุว่า Mr.Myo หรือ Mr.Weidong ยอมรับว่าเป็นบุคคลสัญชาติจีน และมีหนังสือเดินทางทั้งของจีนและเมียนมา เจ้าหน้าที่ยังตรวจพบเอกสารสำคัญหลายรายการ รวมถึงโฉนดที่ดินและสัญญาซื้อขายมูลค่า 9 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่พบชายชื่อ นายดล ซึ่งระบุว่าเป็นบุตรชายของ Mr.Myo โดยนายดลแสดงบัตรประชาชนไทย ซึ่งเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 พร้อมสูติบัตรระบุว่าเกิดที่โรงพยาบาลแม่อาย จ.เชียงใหม่

แต่เมื่อตรวจสอบลึกลงไป คณะทำงาน DOPA N.I.C.E พบข้อมูลว่า นายดลเพิ่งยื่นขอมีบัตรประชาชนครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2566 ที่ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการซึ่งต่อมาถูกจับกุมใน “ปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว” จากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับขบวนการช่วยเหลือคนต่างด้าวสวมสิทธิทำบัตรประชาชน

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบลายนิ้วมือของนายดล พบว่าตรงกับ Mr.Ji อายุ 17 ปี สัญชาติจีน ซึ่งเคยใช้หนังสือเดินทางจีนเดินทางเข้าออกประเทศไทยในช่วงปี 2564–2565

เจ้าหน้าที่จึงดำเนินคดีกับนายดล หรือ Mr.Ji ในข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาเกี่ยวกับการใช้หรือแสดงบัตรประชาชนที่ได้มาจากการยื่นหลักฐานอันเป็นเท็จ ก่อนควบคุมตัวทั้งพ่อและลูกส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน ดำเนินคดี

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังเชิญหญิงไทยซึ่งมีชื่อเป็นมารดาของนายดลในทะเบียนราษฎรมาตรวจเก็บตัวอย่าง DNA พร้อมเก็บตัวอย่าง DNA ของพ่อและลูก เพื่อตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด หากพบว่ามีบุคคลใดรู้เห็นกับการสวมสิทธิทางทะเบียน เจ้าหน้าที่จะขยายผลดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า คดีนี้สะท้อนความเชื่อมโยงของปัญหา สวมสิทธิทางทะเบียน–ธุรกิจนอมินี–การหลบหนีคดีข้ามชาติ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางแทรกซึมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย พร้อมยืนยันจะบูรณาการร่วมกับกรมการปกครอง ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบเส้นทางทรัพย์สินและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง

พร้อมขอให้ประชาชนที่พบเบาะแสการสวมสิทธิทำบัตรประชาชน การใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างด้าว การเรียกรับเงินเพื่อดำเนินการทางทะเบียน หรือการใช้เอกสารประจำตัวต้องสงสัย แจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง