อย่าสูญพันธุ์ ‘ยศชนัน’ ปลุกเฟรชชี่มธ.ชี้โลกเปลี่ยนเร็วคนไม่ปรับตัวมีสิทธิ์ถูกบดขยี้

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2569 บรรยากาศการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2569 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ภายใต้แนวคิด “Thammasat: Where We Are Irreplaceable ที่ที่เรา…ไม่อาจถูกแทนได้” เป็นไปอย่างคึกคัก อบอวลด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ โดยมีนักศึกษาใหม่กว่า 3,500 คน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

ไฮไลต์สำคัญของงานอยู่ที่กิจกรรม Talk & Inspire : Where You Matter “ที่ที่คุณคือความหมาย” ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ศิษย์เก่าสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT) รหัส 40 กลับมาแบ่งปันประสบการณ์ชีวิต พร้อมถ่ายทอดบทเรียนที่ไม่ได้หาอ่านจากตำรา ท่ามกลางความสนใจของนักศึกษารุ่นใหม่

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเวทีด้วยการพูดถึง “คุณค่าของความเท่าเทียม” ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระบุว่า สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือการที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะมีสถานะหรือภูมิหลังอย่างไร และทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก็มักย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในรั้วเหลืองแดงแห่งนี้

จากนั้นได้พาผู้ฟังย้อนมองเส้นทางชีวิตของตนเอง ทั้งความกลัว ความผิดหวัง และช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พร้อมฝากข้อคิดสำคัญว่า การมีชีวิตที่มีความหมาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“ก่อนเรียนและระหว่างเรียน พี่ขออย่างเดียว ชีวิตนี้ต้องไม่สูญพันธุ์” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว พร้อมอธิบายว่า เป้าหมายของการศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนให้จบ แต่คือการเตรียมตัวให้สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดในโลกแห่งความเป็นจริง หลังออกจากรั้วมหาวิทยาลัย

รองนายกรัฐมนตรี เล่าย้อนถึงช่วงปี 2544 หลังสำเร็จการศึกษาวิศวกรรมไฟฟ้า ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Motorola ซึ่งเคยเป็นแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนสายวิศวกรรม เริ่มทยอยปิดกิจการ ทำให้ความเชื่อที่ว่าอาชีพสายนี้จะมั่นคงตลอดชีวิตพังทลายลงในเวลาอันรวดเร็ว

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ให้เปิดใจอ่านหนังสือเกี่ยวกับแนวโน้มโลกในอนาคต ซึ่งชี้ให้เห็นว่า “เทรนด์สุขภาพ” กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมเตือนว่า หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ก็อาจถูกกระแสโลก “บดขยี้” จนหมดโอกาสยืนอยู่ในสังคม

แม้จะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่าตัวเองเดินมาผิดทาง แต่ ศ.ดร.ยศชนัน เลือกนำองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมมาต่อยอดสู่งานวิจัยด้านสัญญาณสมอง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการให้สามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง ถือเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส และใช้ความรู้สร้างประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์

เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัว รองนายกรัฐมนตรียังยกกรณีศึกษาของ Kodak และ Fujifilm สองบริษัทระดับโลกที่เคยครองตลาดฟิล์มถ่ายภาพเหมือนกัน แต่มีชะตากรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

โดยระบุว่า ความสำเร็จของ Fujifilm เกิดจากการเข้าใจ “แก่นแท้” ของธุรกิจตัวเองว่า ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตฟิล์ม แต่เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเคมีและวัสดุนาโน จึงสามารถนำองค์ความรู้เดิมไปต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ และอยู่รอดได้แม้อุตสาหกรรมฟิล์มจะล่มสลาย

ช่วงท้ายของการบรรยาย ศ.ดร.ยศชนัน ยังหยิบยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ ซึ่งใช้เวลาเพียงราว 50 ปี สร้างประเทศจากการลงทุนใน “ทรัพยากรมนุษย์” พร้อมฝากข้อคิดถึงนักศึกษาว่า ในโลกยุคใหม่ ความสำเร็จในอดีตไม่ใช่หลักประกันของอนาคต หากยังยึดติดกับอีโก้หรือคิดว่าตัวเองเก่งพอแล้ว ก็อาจหมดโอกาสเติบโต

พร้อมย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความรู้สึกของ “ผู้ท้าชิง” เอาไว้เสมอ กล้าคิด กล้าลอง กล้าเรียนรู้ และอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จบลงพร้อมใบปริญญา แต่เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินต่อไปตลอดชีวิต

“ทุกคนจะมีความหมาย ไม่ใช่แค่กับตัวเอง แต่เป็นความหวังของประเทศไทย ทุกคนหาความหมายของตัวเองเจอหรือยัง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องจากนักศึกษาใหม่ทั่วทั้งหอประชุม

ภายหลังเสร็จสิ้นการบรรยาย นักศึกษาจำนวนมากต่างกรูเข้าขอถ่ายภาพเซลฟีกับรองนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นกันเอง โดย ศ.ดร.ยศชนัน ร่วมพูดคุยกับนักศึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมโพสท่าทั้งสัญลักษณ์ Six Seven ท่าจุ๊บเหมียว และครึ่งหัวใจ สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ปิดท้ายวันแห่งการเริ่มต้นชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและแรงบันดาลใจ