
“ออยศรี” พร้อมทีมกฎหมายร้องกองปราบ ตรวจสอบเงินบริจาค “มูลนิธิองค์กรทำดี” ปมสงสัยโยงสร้างพูลวิลล่าภูเก็ต ยืนยันเดินหน้าจนได้ความจริง
มื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ “ออยศรี” เจ้าของเพจ “ออยศรีและผองเผือก” พร้อมด้วย นายธนาคาร น้อยพิทักษ์ หรือ “ทนายวิน” กรรมการฝ่ายกฎหมาย บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด และนายภูวกร ศรีเนียน ผู้รับมอบอำนาจจากผู้บริจาค เดินทางเข้ายื่นหนังสือและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ขอให้ตรวจสอบการบริหารจัดการเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี รวมถึงบทบาทของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” และบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ออยศรี เปิดเผยว่า ตนเคยบริจาคเงิน 1,000 บาท เมื่อปี 2568 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ส่วนผู้บริจาคที่มอบอำนาจให้นายภูวกรดำเนินการแทน เคยโอนเงินจำนวน 2,000 บาทในปีเดียวกัน การเดินทางมาครั้งนี้จึงต้องการให้ตรวจสอบว่า เงินที่ประชาชนมอบให้ด้วยความไว้วางใจถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่
ประเด็นสำคัญที่ฝ่ายผู้ร้องขอให้ตรวจสอบ คือข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางเงินบริจาคว่าอาจเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ โดยออยศรีเห็นว่า หากเป็นการนำเงินไปใช้กับทรัพย์สินส่วนบุคคลจริง ย่อมต้องมีคำอธิบายต่อผู้บริจาคอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อกล่าวอ้างของฝ่ายผู้ร้องที่ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานต่อไปการทำงานช่วยเหลือสังคมที่ผ่านมาไม่ควรทำให้การตรวจสอบเงินบริจาคถูกมองข้าม เพราะหัวใจสำคัญคือความถูกต้องและความไว้วางใจของประชาชน ไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่แต่ละคนบริจาค
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่บุ๋ม ปนัดดา ชี้แจงผ่านรายการข่าวว่า ถูกปลอมแปลงเอกสารและไม่ทราบเรื่อง ออยศรีกล่าวว่า ผู้ถูกพาดพิงควรนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมยอมรับว่า ตนยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการกำกับดูแลโครงการก่อสร้าง ซึ่งฝ่ายผู้ร้องระบุว่ามีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท โดยเฉพาะสัญญา หลักฐานการโอนเงิน และใบเสร็จรับเงิน
ด้าน ทนายวินกล่าวว่า ต้องการให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบขั้นตอนอนุมัติเบิกจ่ายเงินของมูลนิธิฯ โดยอ้างถึงระเบียบที่ฝ่ายตนตรวจสอบว่า การเบิกจ่ายเกิน 500,000 บาท ต้องผ่านมติที่ประชุมและมีลายมือชื่อกรรมการมากกว่ากึ่งหนึ่ง แต่ข้อมูลที่ฝ่ายผู้ร้องมีทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการโอนเงินเกินวงเงินดังกล่าวหลายครั้งไปยังบุคคลภายนอก รวมถึงความครบถ้วนถูกต้องของเอกสารประกอบ
ทนายวินระบุว่า ประเด็นที่ขอให้ตำรวจตรวจสอบครอบคลุมความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน โดยฝ่ายผู้ร้องยืนยันว่าจะติดตามเรื่องตามกระบวนการกฎหมาย ไม่ได้ดำเนินการเพื่อสร้างกระแสหรือหวังเจรจายุติเรื่องในภายหลัง ทั้งนี้ การกระทำจะเข้าข่ายความผิดใดหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ
ทีมกฎหมาย เปิดเผยด้วยว่า เริ่มมีผู้บริจาครายอื่นติดต่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งผู้บริจาคเงิน 20,000 บาท และทนายความในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เคยบริจาค 100,000 บาท โดยข้อมูลที่ฝ่ายผู้ร้องเปิดเผยในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ระบุว่า มีผู้แสดงตัวแล้วรวม 4 ราย และคาดว่าจะมีผู้ติดต่อเข้ามาเพิ่มเติม
สำหรับแผนเดินหน้าตรวจสอบ ทีมกฎหมายระบุว่าจะดำเนินการผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ การร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 30 ตุลาคม จากนั้นวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน เตรียมยื่นหนังสือผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิฯ
ต่อมา วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน เตรียมยื่นเรื่องต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน จะยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่รัฐสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบในเชิงลึกอีกทางหนึ่ง
ออยศรีกล่าวว่า แม้เงินที่ตนบริจาคจะมีจำนวน 1,000 บาท แต่เป็นเงินที่มอบให้ด้วยความสุจริตและเชื่อมั่นว่าจะถูกนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงต้องการคำตอบที่ตรวจสอบได้ว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไร
“ออยยืนยันตรงนี้นะคะ แม้แต่ก้าวเดียวออยก็ไม่ถอย จนกว่าคดีนี้จะยุติ” ออยศรีกล่าว พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมได้ทราบข้อเท็จจริงและคลายข้อสงสัยเรื่องการใช้เงินบริจาค
ส่วนกรณีมูลนิธิองค์กรทำดีให้บุ๋ม ปนัดดา ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานเป็นการชั่วคราว และระงับรับเงินบริจาคทุกช่องทางระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ฝ่ายผู้ร้องเห็นว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนโอนเงินเข้ามาเพิ่มเติมในช่วงที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน
ทั้งนี้ มูลนิธิองค์กรทำดีมีแถลงการณ์ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้านการเงินและการก่อสร้าง โดยระบุว่ากิจกรรมช่วยเหลือสังคมยังดำเนินต่อไปตามความพร้อมของบุคลากรและช่องทางช่วยเหลือ การพักหน้าที่ประธานและระงับรับบริจาคจึงเป็นมาตรการชั่วคราวระหว่างการตรวจสอบ
ช่วงท้าย ออยศรีระบุว่า เตรียมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิอีกแห่งในเร็ว ๆ นี้ พร้อมขอให้สื่อมวลชนช่วยติดตามและนำเสนอข้อเท็จจริง โดยย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิขนาดเล็กหรือใหญ่ เจตนาของผู้บริจาคคือให้เงินถูกนำไปช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การยื่นร้องทุกข์ครั้งนี้เป็นการขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังไม่มีข้อยุติว่ามูลนิธิฯ หรือบุคคลที่ถูกพาดพิงกระทำความผิดตามข้อกล่าวอ้างของฝ่ายผู้ร้อง
