
น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์พุ่งสูงทะลัก 102 เปอร์เซ็นต์ สั่งทยอยเพิ่มการระบายน้ำแตะ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เตือนประชาชนริมแม่น้ำป่าสักรับมือระดับน้ำหนุนสูงขึ้น 1.5 เมตร
นายองอาจ แสนอุบล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 10 พร้อมด้วย นายวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และคณะเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี เพื่อประเมินสถานการณ์น้ำและกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำฝั่งทุ่งตะวันออกให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและน้ำท่าในปัจจุบัน
สืบเนื่องจากสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น. ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ อยู่ที่ 2,141 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สมทบกับแม่น้ำสะแกกรัง สถานี Ct.19 จังหวัดอุทัยธานี 496 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมถึงน้ำจาก Sideflow ที่ไหลเข้าสู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้กรมชลประทานจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากอัตรา 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยทยอยเพิ่มขึ้นชั่วโมงละ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 เป็นต้นมา พร้อมกันนี้ สำนักงานชลประทานที่ 10 ได้สั่งปิดการรับน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒน์ทางประตูระบายน้ำพระนารายณ์ เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่โครงข่ายคลองด้านตะวันออกทันที
ในส่วนของสถานการณ์น้ำที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณน้ำสะสมสูงถึง 891 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 102 เปอร์เซ็นต์ ของความจุอ่าง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยและการบริหารจัดการปริมาณน้ำในอ่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ ทางโครงการจึงมีความจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเดิม 25 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นไปสู่ระดับ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแผนปฏิบัติการดังนี้:
- วันที่ 30 กันยายน 2569: ระบายน้ำในอัตรา 115 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- วันที่ 1 ตุลาคม 2569: เพิ่มการระบายเป็น 230 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- วันที่ 2 ตุลาคม 2569: เพิ่มขึ้นสูงสุดในอัตรา 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ขณะเดียวกัน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักใต้ ได้เตรียมความพร้อมรองรับมวลน้ำดังกล่าว โดยควบคุมและทยอยเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนพระราม 6 ให้อยู่ในเกณฑ์ 700–800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากการปรับเพิ่มการระบายน้ำครั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.00–1.50 เมตร
พื้นที่ต้องเฝ้าระวังขั้นสูงสุด: ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำป่าสักและพื้นที่เสี่ยงด้านท้ายเขื่อนพระราม 6 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขต อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทางสำนักงานชลประทานที่ 10 ได้ออกประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ติดตามสถานการณ์น้ำและข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูงและรับมือกับระดับน้ำที่อาจเอ่อล้นตลิ่ง ทั้งนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเกาะติดสถานการณ์อย่างไม่กลาดสายตา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดและดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ


