โลกป่วน น้ำมันพุ่ง วัดหยุดเผาศพ! บทเรียนปี 69 ชี้ไทยต้องมีแผนพลังงานฉุกเฉินจาก ‘ขยะพลาสติก’

บทความพิเศษ โดย ดร.ปัญจเดช สิงห์โท

“ในวันที่น้ำมันโลกแพงขึ้นทุกชั่วโมง ชุมชนที่มองขยะเป็นทรัพยากร จะไม่ยอมให้วิกฤตมากำหนดชะตาตัวเอง

ปี 2569 ทำให้ไทยเห็นภาพชัดว่า “วิกฤตราคาน้ำมัน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แม้กระทรวงพลังงานจะย้ำหลายครั้งว่าประเทศมีน้ำมันสำรองรวมมากกว่า 60 วัน แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของนโยบายสหรัฐในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะการผ่อนและกลับมาคุมเข้มการขายน้ำมันอิหร่าน รวมถึงความเสี่ยงที่ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกกระทบ ได้ทำให้ตลาดน้ำมันเหวี่ยงแรงอย่างรวดเร็ว EIA เคยประเมินในเดือนเมษายน 2569 ว่า Brent อาจพีคในไตรมาสสองที่ราว 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และรายงานเดือนพฤษภาคมระบุว่าราคาจริงแตะ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อ 7 เมษายน ก่อนจะลดลงในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม แต่ยังสะท้อนว่าความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์สามารถทำให้เกิด “ภาวะช็อกน้ำมัน” ได้ทันที  ผลกระทบในไทยเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในปั๊มน้ำมัน แต่ลามถึงวัดและฌาปนสถาน หลายสำนักข่าวรายงานในเดือนมีนาคม 2569 ว่า วัดหลายแห่งขาดแคลนน้ำมันดีเซลสำหรับเตาเผาศพ บางวัดต้องงดรับศพชั่วคราว บางแห่งต้องวิ่งหาน้ำมันวันต่อวัน โดยกรณีหนึ่งระบุว่าการฌาปนกิจหนึ่งครั้งใช้น้ำมันดีเซลราว 50–100 ลิตร ข้อเท็จจริงนี้ทำให้แนวคิด “เชื้อเพลิงสำรองระดับชุมชน” กลายเป็นประเด็นสาธารณะ ไม่ใช่แค่โครงการสิ่งแวดล้อมนามธรรมอีกต่อไป

เทคโนโลยีไพโรไลซิส หรือการให้ความร้อนแก่พลาสติกในสภาวะไร้ออกซิเจน เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถเปลี่ยนพลาสติกบางชนิดให้เป็นน้ำมันสังเคราะห์ ก๊าซเชื้อเพลิง และคาร์บอนแบล็กได้ แต่หัวใจของคำว่า “น่าสนใจ” อยู่ที่เงื่อนไข ไม่ใช่ทุกพลาสติกเหมาะเข้าสู่ระบบ ไม่ใช่ทุกน้ำมันที่ได้จะใช้แทนน้ำมันเชิงพาณิชย์ได้ทันที และไม่ใช่ทุกชุมชนจะตั้งเครื่องได้โดยไม่ผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย สิ่งที่ไทยควรทำจึงไม่ใช่การโหมโฆษณาเครื่องผลิตน้ำมันจากพลาสติกแบบง่ายๆ แต่ต้องออกแบบ “โครงการนำร่องที่ตรวจวัดได้จริง” ให้ใช้งานในกรณีเหมาะสม เช่น เครื่องยนต์รอบต่ำ เชื้อเพลิงเตาเผาอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือเชื้อเพลิงเตาเผาศพที่ผ่านการทดสอบหัวเผาและการระบายมลพิษอย่างเป็นระบบ

ถ้าวันหนึ่งน้ำมันดีเซลขาดตลาด สิ่งแรกที่คนไทยมักนึกถึงคือรถบรรทุก รถไถ รถโดยสาร หรือเรือประมง แต่ปี 2569 สอนเราว่า ยังมีอีกพื้นที่หนึ่งที่เปราะบางอย่างคาดไม่ถึง นั่นคือ “พิธีสุดท้ายของชีวิต” เมื่อวัดหลายแห่งต้องประกาศลดหรือหยุดการฌาปนกิจ เพราะหาน้ำมันเผาศพไม่ได้ เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนความเปราะบางของห่วงโซ่พลังงานไทย แต่ยังตั้งคำถามใหม่ว่า ชุมชนไทยมีเครื่องมือพอหรือยังสำหรับรับมือวิกฤตเชื้อเพลิงในยามฉุกเฉิน

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ บทเรียนปีนี้ไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “ราคาน้ำมันจะสูงตลอดไปหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “โลกยังเสี่ยงต่อการถูกขึ้นราคาแบพร่งพรวดกรือไม่จากราคาอีกหรือไม่” คำตอบคือ เสี่ยง และเสี่ยงมาก ความผันผวนจากนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ต่ออิหร่าน การยกและคืนมาตรการผ่อนปรนการขายน้ำมันอิหร่าน ตลอดจนเหตุปะทะที่โยงกับช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดน้ำมันโลกแกว่งรุนแรงในช่วงสั้นๆ แม้ EIA จะคาดว่าแรงกดดันด้านราคาจะคลายลงในครึ่งหลังของปีแต่ก็ยังย้ำว่าการคาดการณ์ทั้งหมดขึ้นกับสมมติฐานเรื่องความยืดเยื้อของความขัดแย้งและปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้จริง นั่นหมายความว่า รัฐอาจบริหาร “ราคาเฉลี่ย” ได้ แต่ชุมชนยังต้องเตรียมรับ “ความสะดุดเฉพาะหน้า” ด้วยตนเอง

ประเทศไทยเองยังพึ่งพาน้ำมันในระบบเศรษฐกิจสูงมาก ข้อมูล สนพ. ระบุว่าในปี 2568 การใช้น้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 140.9 ล้านลิตรต่อวัน โดยดีเซลมีสัดส่วนสูงสุดถึง 47% หรือเฉลี่ย 67.0 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่กระทรวงพลังงานเคยระบุว่าน้ำมันคงเหลือและสำรองรวมเพียงพอราว 62 วันในภาวะตึงตัวของตะวันออกกลาง ภาพนี้ชี้ชัดว่า ต่อให้ประเทศไม่ “หมดน้ำมัน” ในเชิงมหภาค แต่ภาคปลายทางอย่างชุมชน วัด เกษตรกร หรือวิสาหกิจท้องถิ่น อาจเผชิญปัญหาจัดซื้อเชื้อเพลิงไม่ได้ตรงเวลาอยู่ดี

ในเชิงนโยบาย ไทยก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเคยแสดงท่าทีสนับสนุนการขยายผลไพโรไลซิส และแผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติกระยะที่ 2 ตั้งเป้าลดพลาสติกเป้าหมายที่จะเข้าสู่หลุมฝังกลบลง 100% ภายในปี 2570 พร้อมเพิ่มการเข้าสู่ระบบรีไซเคิล 100% ในปีเดียวกัน ด้านกระทรวงพลังงานก็สื่อสารชัดว่าไพโรไลซิสเป็นทางเลือกทดแทนน้ำมันเตาและดีเซลรอบต่ำ ขณะเดียวกัน กรณีคัดค้านโรงงานน้ำมันไพโรไลซิสในเพชรบุรีก็เตือนให้สังคมไม่ละเลยเรื่องการมีส่วนร่วมและมลพิษ กล่าวให้ชัดคือ เทคโนโลยีนี้ไปต่อได้ แต่ต้องไปด้วยมาตรฐาน ไม่ใช่อาศัยความหวังอย่างเดียว

ดังนั้น หากจะเขียนอนาคตใหม่ให้ชุมชนไทย เราไม่ควรขายฝันว่า “ขยะพลาสติกจะกลายเป็นน้ำมันแทนทุกอย่าง” แต่ควรเสนออย่างซื่อตรงว่า ไพโรไลซิสคือหนึ่งในระบบเสริมความมั่นคงพลังงานระดับชุมชน ใช้จัดการพลาสติกบางชนิด สร้างน้ำมันสำหรับภารกิจจำเป็น ลดค่าใช้จ่ายบางส่วน และเพิ่มอำนาจต่อรองของชุมชนในวันที่ตลาดเชื้อเพลิงผันผวน หากรัฐทำหน้าที่กำกับมาตรฐาน หากท้องถิ่นทำหน้าที่คัดแยกและบริหาร หากมหาวิทยาลัยทำหน้าที่ทดสอบและพัฒนา และหากชุมชนไม่มองขยะเป็นภาระ แต่เป็นทรัพยากรสำรอง ประเทศไทยก็อาจมี “คลังเชื้อเพลิงชุมชน” ที่เริ่มจากถุงพลาสติก ขวดนม และกล่องโฟมในมือเราเอง