มิจฉาชีพออนไลน์ถล่มไทยไม่หยุดสูญเงินมหาศาลต่อวัน ‘Scamnet’ ลุยปลุกภูมิคุ้มกันคนไทย

สถานการณ์ภัยไซเบอร์ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “จุดวิกฤต” หลังข้อมูลล่าสุดเผยคนไทยตกเป็นเหยื่อหลอกลวงออนไลน์มากกว่า 1,000 เคสต่อวัน สร้างความเสียหายรวมสูงถึง 1,500 ล้านบาทต่อวัน สะท้อนภาพปัญหาที่รุนแรงและลุกลามอย่างรวดเร็วในสังคมดิจิทัล

ดร.ปัญจเดช สิงห์โท กรรมการผู้จัดการบริษัท คิดเปลี่ยนโลก จำกัด และ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจฯ ในคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า รูปแบบการหลอกลวงที่พบมากที่สุดคือ “หลอกซื้อขายสินค้าและบริการ” สูงถึง 11,668 คดี คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของคดีทั้งหมด รองลงมาคือ หลอกโอนเงินรับรางวัล หลอกทำงานพิเศษ หลอกลงทุน และหลอกกู้เงิน โดยทั้ง 5 รูปแบบนี้รวมกันคิดเป็นกว่า 91% ของคดีออนไลน์ทั้งหมดในเดือนเมษายน 2568

แม้กลุ่มหลอกซื้อขายจะมีจำนวนคดีมากที่สุด แต่กลุ่ม “ลงทุน–กู้เงิน” กลับสร้างความเสียหายรุนแรงกว่า เนื่องจากมิจฉาชีพมักใช้กลยุทธ์หลอกให้เหยื่อโอนเงินซ้ำหลายครั้ง จนสูญเสียเงินก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว

ขณะเดียวกัน ภาครัฐเริ่มขยับตัวอย่างจริงจัง หลังนายกรัฐมนตรีประกาศให้การปราบปรามมิจฉาชีพออนไลน์เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมีหน่วยงานสำคัญทั้ง DSI ปปง. และธนาคารแห่งประเทศไทย ร่วมกันสกัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมายและทลายเครือข่ายข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “เกมของมิจฉาชีพได้เปลี่ยนไปแล้ว” เมื่อเทคโนโลยี AI และ Deepfake ถูกนำมาใช้สร้างภาพและเสียงปลอม เลียนแบบเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลใกล้ชิดได้อย่างแนบเนียน ทำให้แม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีก็ยังตกเป็นเหยื่อได้ง่าย

ดร.ปัญจเดช กล่าวว่า ผลสำรวจยังพบข้อมูลน่าตกใจว่า คนไทยกว่า 72% เคยเผชิญความพยายามหลอกลวงออนไลน์ และมากกว่า 60% ของผู้ใหญ่เคยตกเป็นเหยื่อจริง สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มเปราะบางอีกต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อตอบโต้ภัยคุกคามดังกล่าว บริษัท คิดเปลี่ยนโลก จำกัด จึงเดินหน้าผลิตซีรีส์ออนไลน์ “Scamnet: หลอลวง โอน ล้มละลาย” ภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยตั้งเป้าสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล” ให้กับประชาชน

ดร.ปัญจเดช กล่าวว่า กล่าวว่า บริษัท คิดเปลี่ยนโลก กำลังผลิตเนื้อหาซีรีส์มาสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยได้รู้เท่าทัน โดยจะหยิบยก “เคสจริง” ของเหยื่อ พร้อมถอดบทเรียนและวิธีป้องกัน เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจกลไกของมิจฉาชีพ ตั้งแต่ร้านค้าออนไลน์ปลอม การหลอกลงทุน ไปจนถึงการชักชวนทำงานออนไลน์ พร้อมกระตุ้นให้ครอบครัวและชุมชนร่วมกันเรียนรู้ ลดความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อ

โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทาง “ภูมิคุ้มกันเชิงจิตวิทยา” ที่กำลังถูกผลักดันในประเทศไทย อาทิ โครงการ “Scam Literacy Thailand” ที่มุ่งสร้างความเข้าใจเชิงลึกต่อกลยุทธ์การหลอกลวง

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน “วิกฤตภัยไซเบอร์รุนแรงที่สุด” ของประเทศ สื่อรณรงค์อย่าง Scamnet จึงถูกคาดหวังให้เป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการหยุดวงจรหลอกลวง พร้อมส่งสัญญาณชัดว่า การแก้ปัญหานี้ไม่อาจพึ่งพาเพียงภาครัฐ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อ “ปิดเกมมิจฉาชีพออนไลน์” อย่างจริงจังก่อนที่ความเสียหายจะลุกลามไปไกลกว่านี้