สสส.ผวาเด็กไทยติดจอหนักใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยเกือบ 8 ชั่วโมงต่อวัน

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุน สสส. ครั้งที่ 5/2569 ว่า ปัจจุบันสถานการณ์การใช้งานสื่อดิจิทัลของคนไทยกำลังส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของเด็กและเยาวชนอย่างน่ากังวล โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า คนไทยกว่า 93.10% ใช้งานอินเทอร์เน็ต และใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์เฉลี่ยสูงถึง 7 ชั่วโมง 54 นาทีต่อวัน ขณะเดียวกัน เด็กอายุ 0-2 ปี จำนวน 72.6% ใช้เวลาหน้าจอเกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถือว่าเกินกว่าระดับที่เหมาะสมและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการในหลายด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และการเรียนรู้

นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากปัญหาการใช้หน้าจอเป็นเวลานานแล้ว เด็กและเยาวชนไทยยังเผชิญภัยออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) การคุกคามทางเพศผ่านสื่อดิจิทัล การล่อลวงให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ รวมถึงการถูกชักจูงผ่านโฆษณาและการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมสุขภาพ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ภัยออนไลน์ไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปสู่ปัญหาหนี้สิน ความรุนแรง และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ในระยะยาว การปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยคุกคามในโลกดิจิทัลจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการ” นายทรงศักดิ์กล่าว

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้ สสส. เร่งรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการ “ลดเวลาหน้าจอ” ของเด็กและเยาวชน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาความจำเป็นในการออกมาตรการ กฎระเบียบ หรือข้อกำหนดเพิ่มเติม เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. เตรียมศึกษาผลกระทบและความเป็นไปได้ของมาตรการกำหนดเวลาการใช้สื่อออนไลน์สำหรับเด็กและเยาวชนในประเทศไทย โดยอ้างอิงจากหลายประเทศที่เริ่มบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจังแล้ว

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ประเทศออสเตรเลีย ที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ และกำหนดบทลงโทษแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ไม่สามารถคัดกรองผู้ใช้งานเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีโทษปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1,130 ล้านบาท

นพ.พงศ์เทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สสส. ให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมเพื่อรับมือภัยออนไลน์ โดยมุ่งเปลี่ยน “ความตระหนักรู้” ให้เป็น “เกราะป้องกันภัยสังคม” ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในการผลักดันกฎหมายและกลไกเชิงนโยบายเพื่อคุ้มครองเด็กจากสื่อออนไลน์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ยังมีการเฝ้าระวังภัยออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะ พัฒนาระบบแจ้งเบาะแสและติดตามเว็บไซต์ผิดกฎหมาย อาทิ เว็บพนันออนไลน์และเว็บไซต์จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อปิดกั้นเว็บไซต์อันตรายเชิงรุก ตลอดจนพัฒนาเครือข่าย “อาสาสมัครดิจิทัล” และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และสมดุล

สำหรับ การดำเนินงานของ สสส. ในการป้องกันภัยออนไลน์ จะขับเคลื่อนผ่าน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การเสริมสร้างทักษะเท่าทันสื่อและดิจิทัลควบคู่กับความรอบรู้ด้านสุขภาพ การพัฒนาเครื่องมือและกระบวนการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและชุมชน การสื่อสารรณรงค์เชิงรุกเพื่อสร้างค่านิยมการใช้สื่ออย่างเหมาะสม และการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบป้องกันภัยออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ทั้งนี้ สสส. เชื่อว่า การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับเด็กและเยาวชน จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนมากขึ้น และช่วยให้สังคมไทยสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัยและสมดุลในระยะยาว