
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีการประชุมทีม Situation Awareness Team (SAT) เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ
นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า แนวโน้มฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล สอดคล้องกับข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ที่ตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) ทั่วประเทศรวม 1,967 จุด ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 878 จุด ป่าอนุรักษ์ 551 จุด และพื้นที่การเกษตร 206 จุด
5 จังหวัดที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน เชียงใหม่ และตาก สะท้อนภาพไฟป่าที่ยังไม่คลี่คลาย และส่งผลโดยตรงต่อค่าฝุ่นในหลายพื้นที่
แม้การพยากรณ์อากาศระบุว่า ระหว่างวันที่ 4–6 มีนาคม ประเทศไทยจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง แต่ภาคเหนืออาจได้รับผลกระทบเพียงบางส่วน ทำให้ 17 จังหวัดภาคเหนือยังต้องเฝ้าระวังไฟป่าและฝุ่นพิษอย่างใกล้ชิด

“ลำพูน” หนักสุด ค่าฝุ่นแตะ 99 มคก./ลบ.ม.
สำหรับจังหวัดลำพูน สถานการณ์น่าห่วงเป็นพิเศษ เนื่องจากจุดความร้อนกว่า 90% เกิดในพื้นที่ป่า ประกอบกับสภาพภูมิประเทศลักษณะแอ่งกระทะ ทำให้อากาศถ่ายเทได้ไม่ดี ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงถึง 99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เกิดไฟป่าในพื้นที่ 3 อำเภอ 6 ตำบล รวม 14 จุด ความเสียหายประมาณ 935 ไร่ ในพื้นที่ดอยพระบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง อ่างเก็บน้ำแม่สาน เขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ทา อำเภอเมืองลำพูน รวมถึงอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง อำเภอแม่ทา
ขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว 12 จุด เหลืออีก 2 จุดที่ยังเร่งดับไฟอย่างต่อเนื่อง โดย ปภ.ร่วมกับกองทัพบก สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ KA-32 บินลาดตระเวนและทิ้งน้ำรวม 27 เที่ยวบิน ปริมาณน้ำกว่า 81,000 ลิตร เพื่อสกัดไฟไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง พร้อมจัดทำแนวกันไฟและจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง

สั่งเข้มทุกจังหวัด คุมไฟ–สกัดเผา
นายชัยรัตน์เน้นย้ำให้ทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์อากาศและปัจจัยเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกิดไฟป่าหรือมีการเผาในที่โล่ง ให้บูรณาการทุกหน่วยงานเร่งควบคุมเพลิงทันที พร้อมทำแนวกันไฟจำกัดวงความเสียหาย และเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนป้องกันการลักลอบเผา
ทั้งนี้ สามารถนำแนวทางจากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 10 ลำปาง อาทิ การทำแนวป้องกันไฟเปียก (Wet Fire Break) การจัดชุดเฝ้าระวัง และการฝึกเครือข่ายภาคประชาชน ไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่

เตือนรับมือ “พายุฤดูร้อน” หลายภาค
นอกจากภัยฝุ่นและไฟป่าแล้ว ช่วงวันที่ 4–6 มีนาคม หลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร อาจเผชิญพายุฤดูร้อน ฝนฟ้าคะนอง และลมกระโชกแรง
ปภ.ขอให้จังหวัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมือ และอุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนติดตามประกาศพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของบ้านเรือน หลีกเลี่ยงอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง และระวังอันตรายจากฟ้าผ่า
ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยผ่านช่องทางออนไลน์ หรือแจ้งเหตุ–ขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
