‘ศุภจี’ เปิดบ้านรับทัพนักลงทุนใหญ่สวิส หนุนตั้งฐานการผลิตวัสดุขั้นสูง-ยา-โลจิสติกส์

กระทรวงพาณิชย์จับมือสวิตเซอร์แลนด์เครื่องฟิตสตาร์ทธุรกิจ เดินหน้าเชื่อม SMEs ไทยเข้าห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมลุยอุตสาหกรรมไฮเทคและพลังงานสะอาด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดบ้านต้อนรับ นางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (SECO) พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทชั้นนำและองค์กรธุรกิจสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือและกระชับความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน มุ่งเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม 2570 นี้ เพื่อสร้างโอกาสทองให้ผู้ประกอบการไทยและเอสเอ็มอี (SMEs) ก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

การหารือครั้งสำคัญนี้มีทัพซีอีโอและผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ตบเท้าเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ครอบคลุมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย

  • Nestlé: ยักษ์ใหญ่ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ยืนยันแผนการลงทุนต่อเนื่องในประเทศไทย ทั้งการสร้างโรงงานกาแฟแห่งใหม่และขยายธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง
  • Kühne+Nagel: ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลก ที่มองเห็นศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานคลาวด์และศูนย์ข้อมูล (Data Center) พร้อมแผนลงทุนคลังสินค้าและการขนส่งทางอากาศ
  • Novartis และ Roche: สองยักษ์ใหญ่แห่งวงการอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ ที่เตรียมต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ร่วมกัน
  • Oerlikon: ผู้นำด้านเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูง ที่แสดงความสนใจขยายการลงทุนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการบินและเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศไทย

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ภาคเอกชนราย 1 รายเท่านั้น การเยือนครั้งนี้ยังมีผู้แทนจากองค์กรธุรกิจและหน่วยงานสนับสนุนเศรษฐกิจสวิสขนทัพมาร่วมโต๊ะเจรจาอย่างพร้อมเพรียง อาทิ economiesuisse, Swissmem, Swissrail, SIFEM, SERV, Switzerland Global Enterprise (S-GE) และ DKSH ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการขยายความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ระบบขนส่ง การเงิน ตลอดจนการส่งเสริมการค้าและการลงทุนรอบด้าน

นางศุภจีเปิดเผยภายหลังการหารือว่า หัวใจสำคัญของความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสำเร็จในการเจรจา แต่คือการทำให้ภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งวางรากฐานเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs สามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัทระดับโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรมขั้นสูง และพลังงานหมุนเวียน

“เรามุ่งเน้นการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ทั้งการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย การเปิดประตูโอกาสให้ธุรกิจสวิส และการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาทักษะแรงงานไทย” นางศุภจีกล่าว

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุนอย่างแท้จริง ผ่านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลดอุปสรรคและขั้นตอนทางศุลกากร การนำระบบดิจิทัลมาใช้เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทำธุรกิจ และการจัดตั้งช่องทางประสานงานที่ชัดเจน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาให้กับนักลงทุนของทั้งสองประเทศได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับภาพรวมการค้าระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์เติบโตอย่างโดดเด่น โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวมสูงถึง 14,236.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.12 จากปีก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวมแล้วถึง 9,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งและความพร้อมของทั้งสองประเทศ ที่กำลังเร่งเดินหน้ากระบวนการภายในเพื่อผลักดันให้ FTA ไทย–EFTA มีผลบังคับใช้ตามหมุดหมายในวันที่ 1 มกราคม 2570 นี้อย่างราบรื่น