
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมหน่วยงานความมั่นคงและเศรษฐกิจ แถลงเปิดปฏิบัติการปราบปรามขบวนการกักตุนและลักลอบน้ำมันครั้งใหญ่ หลังพบพฤติกรรมฉวยโอกาสซ้ำเติมวิกฤติพลังงานโลก จนกระทบประชาชนทั่วประเทศ
นายอนุทิน ย้ำว่า การแถลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ “เปิดหน้า” ผู้กระทำผิดที่เอาเปรียบประชาชน พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ภายใต้พระราชกำหนดป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ.2516 โดยไม่ละเว้นผู้มีอิทธิพล
การตรวจสอบเชิงลึกของรัฐ พบ 3 รูปแบบสำคัญของการแสวงหากำไรผิดกฎหมาย ได้แก่
- ถ่วงเวลาขนส่งทางทะเล ลอยลำเรือไม่ส่งน้ำมันเข้าคลัง หวังรอราคาปรับขึ้น
- ปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลัง ไปยังสถานีบริการ
- เบี่ยงเส้นทางขนส่ง เพื่อนำไปกักตุนหรือจำหน่ายนอกระบบ
นอกจากนี้ ยังพบข้อสงสัยการ ลักลอบขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล และความผิดปกติของปริมาณน้ำมันระหว่างข้อมูลภาษีและการขนส่ง ซึ่งกำลังเร่งขยายผลไปยังเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ
นายกฯ ระบุว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมัน “พุ่งผิดปกติ” กว่า 20 ล้านลิตร ทั้งที่ภาคอุตสาหกรรมไม่มีสัญญาณการใช้เพิ่ม พร้อมเผยว่ามาตรการปราบปรามสามารถลดการกักตุนลงได้แล้ว 7–10 ล้านลิตรต่อวัน
ขณะเดียวกัน วิกฤติครั้งนี้ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระหนัก โดยรัฐอุดหนุนราคาน้ำมันเฉลี่ยลิตรละ 17 บาท ส่งผลให้ขาดทุนสะสมกว่า 50,000 ล้านบาท
นายอนุทิน ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขยายผลคดี โดยมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับเป็นคดีพิเศษ พร้อมผนึกกำลังตำรวจ ศุลกากร กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลุยตรวจสอบทุกจุดเสี่ยง ในด้านการบริหารสถานการณ์ นายกฯ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก โดยยืนยันว่าไทยมีน้ำมันเพียงพอรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ พร้อมผ่อนคลายข้อจำกัดรถขนส่งน้ำมัน ให้สามารถเติมได้ทันทีหากสถานีบริการขาดแคลน
“ถ้าประชาชนใช้ตามปกติ น้ำมันจะไม่มีวันขาด แต่ถ้าแห่กักตุนเมื่อไหร่ ระบบจะเสียสมดุลทันที” นายอนุทินกล่าว พร้อมขอความร่วมมือไม่เติมเกินความจำเป็น
นายกฯกล่าวย้ำว่า รัฐบาลเตรียมยกระดับศูนย์บริหารสถานการณ์พลังงานเป็น “ศบก.พลัส” เพิ่มภารกิจดูแลโครงสร้างพลังงานและช่วยเหลือประชาชนในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
“ไม่ว่าใคร อยู่เบื้องหลังใหญ่แค่ไหน หากทำลายความมั่นคงพลังงานของชาติ ต้องถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด” นายกฯกล่าว
