ไทยจับมือโอมานฝ่าวิกฤตฮอร์มุซ–ต่อยอดอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ที่กรุงมัสกัต รัฐสุลต่านโอมาน บรรยากาศการหารือระดับสูงระหว่างไทย–โอมานเกิดขึ้นท่ามกลางเงาความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เมื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะเข้าพบ เจ้าชายชิฮาบ บิน ฏอริก บิน ตัยมูร อัล ซะอีด รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกลาโหมของโอมาน และ พลเรือตรี ซาอิฟ บิน นัสเซอร์ อัล ราห์บี ผู้บัญชาการทหารเรือโอมาน เพื่อหารือความร่วมมือด้านความมั่นคงและสถานการณ์ภูมิภาคที่กำลังจับตามองจากทั่วโลก

การหารือครั้งนี้ ไทยแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลโอมานและกองทัพเรือ ที่เข้าช่วยเหลือลูกเรือไทย 20 คนจากเรือ “มยุรี นารี” จนสามารถเดินทางกลับประเทศได้อย่างปลอดภัย พร้อมกันนี้ ไทยยังขอรับการสนับสนุนในการหาแนวทางกู้เรือดังกล่าว รวมถึงเพิ่มมาตรการอำนวยความปลอดภัยให้เรือไทยสามารถผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งพลังงานโลก

ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยไทยย้ำจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพในการเดินเรือ และแสดงความชื่นชมบทบาทของโอมานที่รักษาความเป็นกลาง พร้อมทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ลดความตึงเครียดในภูมิภาค พร้อมประกาศความพร้อมของไทยในการสนับสนุนบทบาทดังกล่าว

ในมิติความร่วมมือด้านกลาโหม ความสัมพันธ์ไทย–โอมานเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม หลังจากกระทรวงกลาโหมโอมานลงนามจัดหาเรือจากบริษัทมาร์ซันของไทยตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการปูทางสู่ความร่วมมืออุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในอนาคต

ต่อมา นายสีหศักดิ์ยังได้เข้าพบ นายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุของโอมาน โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือสถานการณ์พลังงานในภูมิภาค ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ—เส้นเลือดใหญ่ของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก

ฝ่ายไทยย้ำความสนใจในการนำเข้าพลังงานจากโอมานเพิ่มเติม หลังจากมีความร่วมมือด้านการนำเข้าน้ำมันดิบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2541 พร้อมกันนี้ ทั้งสองประเทศยังเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือด้านการลงทุนพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด สอดรับกับแผนพัฒนา Oman Vision 2040

การเยือนครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นภารกิจทางการทูต แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ของไทยในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและการคมนาคมทางทะเล ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผันผวนและเปราะบางมากขึ้นทุกขณะ