
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยกรณีพระราชกำหนดดังกล่าว โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า บทบัญญัติที่กำหนดให้นำเงินกู้ไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานนั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนดได้ในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมิอาจหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการนำเงินกู้ไปใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก รวมถึงการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงานนั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 วินิจฉัยว่า ยังถือเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ตุลาการเสียงข้างมาก 7 คน ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายศราวุธ ทรงศิวิไล
ขณะที่ตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน ได้แก่ นายจีระนิติ หะวานนท์ และนายอุดม รัฐอมฤต มีความเห็นแย้งว่า บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงบัญชีท้ายพระราชกำหนดที่กำหนดแผนงานและโครงการวงเงิน 200,000 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้มีลักษณะเป็นเหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนถึงขนาดต้องตราเป็นพระราชกำหนด
คำวินิจฉัยดังกล่าวส่งผลให้พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป และถือเป็นการปลดล็อกทางกฎหมายครั้งสำคัญให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าแผนเยียวยาวิกฤตพลังงานและการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศได้ ท่ามกลางข้อถกเถียงเกี่ยวกับความจำเป็นและความเหมาะสมของการใช้งบประมาณเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานแห่งอนาคต
