สื่อภูเก็ตร้องสภาฯถูกฟ้องปิดปากปมเปิดโปงหาดดังโยงคดีบุกรุกที่สาธารณะ

เมื่อวันที่ 127 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน รับยื่นหนังสือจาก นายวรพงศ์ ยูระหมาน ตัวแทนเพจข่าว “โหดจัง จังหวัดภูเก็ต” และเพจข่าว “ศูนย์ข้อมูล จังหวัดภูเก็ต” เรื่อง การนำเสนอปัญหาหาดบางเทา และหาดฟรีด้อมในจังหวัดภูเก็ต นำโดย นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน

นายเฉลิมพงศ์ แสงดี สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ร่วมติดตามและให้การสนับสนุน โดยระบุว่า สื่อมวลชนท้องถิ่นกำลังเผชิญแรงกดดันจากการถูกฟ้องร้องในลักษณะที่อาจเข้าข่าย “การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพสื่อและการตรวจสอบประเด็นสาธารณะในพื้นที่

นายเฉลิมพงศ์ กล่าวว่า ผู้ที่ฟ้องร้องสื่อเป็นบุคคลที่มีคดีความเกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่สาธารณะหลายคดี และได้ยื่นฟ้องสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวต่อศาลอาญารัชดา กรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดข้อกังวลว่ากระบวนการทางกฎหมายอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือกดดันหรือกลั่นแกล้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อสารมวลชน

“สื่อท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนปัญหาของประชาชน หากการทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับต้องเผชิญการฟ้องร้อง ย่อมส่งผลต่อบรรยากาศเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน” นายเฉลิมพงศ์ กล่าว

ด้าน น.ส.ภคมน เปิดเผยภายหลังรับเรื่องว่า ข้อมูลที่ได้รับจากผู้ร้องเรียนและ สส.ในพื้นที่ สะท้อนข้อสงสัยที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีการโยกย้าย “รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต” หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” ซึ่งอาจไม่ได้เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในพื้นที่

น.ส.ภคมน กล่าวว่า ภายหลังนายกรัฐมนตรีเปิดเผยในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยว่า บุคคลใกล้ชิดของรองผู้ว่าราชการจังหวัดรายดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์และการบุกรุกพื้นที่สาธารณะ ขณะเดียวกันบุคคลที่ดำเนินคดีฟ้องร้องสื่อท้องถิ่นก็ถูกเชื่อมโยงว่าอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า แม้จะมีการย้ายตัวข้าราชการออกจากพื้นที่แล้ว แต่เครือข่ายอิทธิพลและกลไกผลประโยชน์ที่ถูกกล่าวหานั้นยังคงดำรงอยู่หรือไม่

“สิ่งที่ประชาชนต้องการรู้ไม่ใช่เพียงว่าใครถูกย้าย แต่คือเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ต่าง ๆ จะถูกตรวจสอบอย่างถึงที่สุดหรือไม่” น.ส.ภคมน กล่าว

ประธานคณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีข้อกล่าวหาที่มีความร้ายแรง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยหรือการสอบสวนทางอาญาต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การประชุมของกระทรวงมหาดไทยซึ่งโดยปกติไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสาธารณะ กลับถูกเผยแพร่และพูดถึงอย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่ข้อครหาว่าอาจเป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่ารัฐกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา ทั้งที่ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมยังไม่ปรากฏชัดต่อสายตาประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตต่อการโยกย้ายครั้งล่าสุด เนื่องจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกย้ายออกจากภูเก็ต ได้รับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นจังหวัดขนาดใหญ่และเป็นภูมิลำเนาของตนเอง ทำให้เกิดคำถามว่าการโยกย้ายดังกล่าวเป็นมาตรการลงโทษตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งทางราชการตามปกติ

น.ส.ภคมน ระบุว่า มีการตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารจังหวัดครั้งนี้กับการจัดวางอำนาจในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง การโยกย้ายครั้งนี้จึงอาจมีนัยมากกว่าการบริหารงานบุคคล แต่เกี่ยวพันกับการปรับสมดุลอำนาจในพื้นที่ที่อาจส่งผลต่อการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะรับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณา พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ครอบคลุม และเปิดเผยผลการดำเนินงานต่อสาธารณะ