ปอศ.เปิดเส้นเงิน ‘องค์กรทำดี’ ปมบริจาค 800 ล้าน พบโอนซื้อของหรู–จ่ายบัตร

ปอศ.เปิดเส้นทางเงินบริจาค “องค์กรทำดี” กว่า 800 ล้านบาท ระบุพบโยกเงินออกจาก 3 บัญชีประมาณ 527 ล้านบาท ดำเนินคดี “บุ๋ม–ก๊อต” พร้อมขยายผลผู้เกี่ยวข้อง ทั้งคู่ให้การปฏิเสธ

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผบก.ปอศ.) แถลงความคืบหน้าคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม เป็นประธานมูลนิธิ โดยระบุว่า การตรวจสอบบัญชีรับบริจาค 3 บัญชี ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน พบรายการบริจาคกว่า 3 ล้านครั้ง จากบัญชีผู้โอนประมาณ 1 ล้านบัญชี รวมยอดเงินบริจาคกว่า 800 ล้านบาท

ตำรวจระบุว่า พบการโยกย้ายเงินออกจากบัญชีรับบริจาคทั้ง 3 บัญชี รวมประมาณ 527 ล้านบาท โดยมีเส้นทางเงินเชื่อมโยงบัญชีส่วนตัว บุคคลใกล้ชิด การลงทุน และการซื้อทรัพย์สินหลายรายการ จึงรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับ น.ส.ปนัดดา และนายอธิป หรือ ก๊อต สามี พร้อมขยายผลตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง

ย้อนจุดเริ่มรับบริจาค ก่อนจดทะเบียนมูลนิธิ

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2558 เมื่อ น.ส.ปนัดดา เชิญชวนประชาชนบริจาคเงินผ่านช่องทางออนไลน์เข้าบัญชีส่วนบุคคลที่ใช้รับเงินในนามองค์กรทำดี โดยระบุว่าจะนำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและทำกิจกรรมการกุศลต่าง ๆ

ต่อมาในเดือนธันวาคม 2560 มีการสร้างเพจเฟซบุ๊กชื่อ “องค์กรทำดี” เพื่อเชิญชวนประชาชนบริจาคเข้าบัญชีเดิม กระทั่งเดือนมีนาคม 2565 จึงจดทะเบียนจัดตั้ง “มูลนิธิองค์กรทำดี” กับนายทะเบียนในพื้นที่เขตบางเขน มี น.ส.ปนัดดา เป็นประธาน และมีคณะกรรมการรวม 5 คน ก่อนเปลี่ยนชื่อเพจเป็น “มูลนิธิองค์กรทำดี” ในเดือนเมษายนปีเดียวกัน

จากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2565 มีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อรับรองบัญชีส่วนบุคคลที่เปิดไว้ตั้งแต่ปี 2558 ให้เป็นบัญชีหลักในการรับบริจาค และในวันเดียวกันมีมติให้เปิดบัญชีในนามมูลนิธิองค์กรทำดีเพิ่มเติม

หลังจากนั้นมีการรับบริจาคควบคู่กันทั้ง 2 บัญชี โดยไม่ได้ยกเลิกบัญชีเดิม และในเดือนธันวาคม 2565 มีการโพสต์เชิญชวนบริจาคเข้าบัญชีมูลนิธิที่เปิดขึ้นใหม่

ต่อมาเดือนมิถุนายน 2568 มูลนิธิย้ายจากเขตบางเขนไปยัง จ.ปทุมธานี บนที่ดินที่ซื้อไว้ก่อนหน้านั้น พร้อมมีการเปิดบัญชีส่วนบุคคลอีกบัญชีในลักษณะบัญชีสมทบทุนองค์กรทำดี เพื่อรับบริจาคก่อสร้างสถานที่แห่งใหม่

ผบก.ปอศ.ระบุว่า บัญชีรับบริจาคทั้ง 3 บัญชี ประกอบด้วยบัญชีส่วนบุคคลที่ใช้รับบริจาคเดิม บัญชีในนามมูลนิธิ และบัญชีสมทบทุน โดยจากการตรวจสอบพบว่า น.ส.ปนัดดา เป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินเพียงผู้เดียวทั้ง 3 บัญชี

ตำรวจตั้งข้อสังเกต โอนเงินข้ามบัญชีเลี่ยงขั้นตอนเบิกจ่าย

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า การวิเคราะห์เส้นทางการเงินพบธุรกรรมโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัว รวมถึงการเคลื่อนย้ายเงินผ่านบัญชีกองทุน ก่อนย้อนกลับเข้าบัญชีสมทบทุนซึ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคล

ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า ข้อบังคับมูลนิธิกำหนดให้การเบิกจ่ายเงินเกิน 500,000 บาท ต้องผ่านคณะกรรมการ เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน จึงเชื่อว่ารูปแบบธุรกรรมดังกล่าวอาจมีจุดประสงค์เพื่อให้โยกย้ายและเบิกจ่ายเงินได้สะดวกขึ้น โดยไม่ผ่านขั้นตอนตามปกติ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ตำรวจระบุว่า เงินบางส่วนนำไปใช้ในกิจการของมูลนิธิ แต่พบเงินอีกส่วนถูกนำไปใช้ในกิจการส่วนบุคคล ซึ่งพนักงานสอบสวนเห็นว่าไม่ตรงกับวัตถุประสงค์การรับบริจาคและการจัดตั้งมูลนิธิ

เปิดรายการโอน บัญชีส่วนตัว–สามี–ผู้รับเหมา

สำหรับบัญชีรับบริจาคหลัก ตำรวจพบยอดเงินโอนออกกว่า 600 ล้านบาท โดยจำแนกธุรกรรมสำคัญได้ 12 กลุ่ม รวมกว่า 520 ล้านบาท มีรายการที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ ได้แก่

  • โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของ น.ส.ปนัดดา อีก 9 บัญชี รวมประมาณ 243 ล้านบาท
  • โอนเข้าบัญชีของนายอธิป 3 บัญชี รวมประมาณ 99 ล้านบาท
  • โอนให้บิดาของ น.ส.ปนัดดา ประมาณ 4.6 ล้านบาท
  • โอนให้ผู้รับเหมาก่อสร้างพูลวิลลาที่ จ.ภูเก็ต ประมาณ 18 ล้านบาท
  • โอนให้กรรมการมูลนิธิรายหนึ่งประมาณ 36 ล้านบาท ซึ่งยังต้องสอบสวนวัตถุประสงค์และรายละเอียดเพิ่มเติม
  • โอนให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้รับเหมาที่เรียกว่า “ช่างเอ๋” โดยมีรายการประมาณ 2.4 ล้านบาท และ 17 ล้านบาท ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับงานหรือกิจกรรมใด

นอกจากนี้ ตำรวจระบุว่า พบการนำเงินไปซื้อประกันชีวิตประมาณ 10 ล้านบาท โดยมี น.ส.ปนัดดา เป็นผู้รับผลประโยชน์ และซื้อกองทุน 6 กองทุน รวมประมาณ 24 ล้านบาท

ยังพบเส้นทางเงินจากบัญชีกองทุนไปซื้อเครื่องประดับและกระเป๋าแบรนด์เนม โดยส่วนของกระเป๋ามีมูลค่ากว่า 2.7 ล้านบาท รวมถึงการถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร 30 ครั้ง รวมกว่า 42 ล้านบาท

อีกเส้นทางหนึ่งพบการนำเงินจากบัญชีกองทุนไปชำระบัตรเครดิตของ น.ส.ปนัดดา 2 ใบ รวม 251 ครั้ง เป็นเงินประมาณ 19 ล้านบาท

ไล่ต่อบัญชีกองทุน–สมทบทุนสร้างมูลนิธิ

พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ กล่าวถึงเส้นทางเงินอีกส่วนว่า พบการโอนจากบัญชีกองทุนที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเข้าบัญชีของ น.ส.ปนัดดา หลายครั้ง รวมประมาณ 100 ล้านบาท และมีการโอนเงินส่วนที่เหลือเข้าบัญชีของ น.ส.ปนัดดา อีก 3 ครั้ง รวมประมาณ 6 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังพบการโอนให้นายอธิป 15 ครั้ง รวมประมาณ 23 ล้านบาท ถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร 16 ครั้ง รวมประมาณ 21 ล้านบาท และมีเงินบางส่วนนำไปชำระค่าผ่อนที่พักอาศัยและค่าส่วนกลางรวมกว่า 300,000 บาท

ส่วนบัญชีสมทบทุนที่เปิดรับบริจาคเพื่อก่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ใน จ.ปทุมธานี พบการโอนเข้าบัญชีของ น.ส.ปนัดดา 14 ครั้ง รวมประมาณ 12 ล้านบาท โอนให้นายอธิปกว่า 500,000 บาท และโอนให้นักธุรกิจรายหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ประมาณ 880,000 บาท ซึ่งตำรวจต้องสอบสวนต่อว่าบุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องอย่างไร

ตำรวจระบุว่า ยอดเงินประมาณ 527 ล้านบาท เป็นส่วนที่ตรวจสอบพบจากเส้นทางเงินออกจากบัญชีรับบริจาคทั้ง 3 บัญชีในชั้นนี้ ขณะที่ธุรกรรมบางส่วนเป็นการโอนต่อระหว่างบัญชี จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดและปลายทางการใช้เงินแต่ละรายการต่อไป

“บุ๋ม” ถูกดำเนินคดี 3 ข้อหา ส่วนสามีข้อหาฟอกเงิน

ผบก.ปอศ.กล่าวว่า พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอาญาออกหมายจับ และศาลอนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดย น.ส.ปนัดดา ถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือหลอกลวง และร่วมกันฟอกเงิน

ส่วนนายอธิป เบื้องต้นถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฟอกเงิน เนื่องจากตำรวจพบพฤติการณ์รับโอนและโยกย้ายทรัพย์สิน แต่ยังไม่พบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงการร่วมฉ้อโกงประชาชนในชั้นนี้

เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด ได้แก่ บ้านพักของ น.ส.ปนัดดา และสามีในหมู่บ้านย่านนวมินทร์ กรุงเทพมหานคร สถานที่ก่อสร้างมูลนิธิแห่งใหม่ บ้านพักของนายอธิปในพื้นที่ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี และที่ตั้งมูลนิธิเดิมในเขตบางเขน

ผลการตรวจค้นพบเอกสารและพยานหลักฐานจำนวนมาก เจ้าหน้าที่นำมาตรวจสอบและสแกนที่ บก.ปอศ. รวมถึงพบกระเป๋าแบรนด์เนมหลายใบ มูลค่าประมาณ 3–4 ล้านบาท และเครื่องประดับบางส่วน ซึ่งตำรวจสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับเงินที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ทั้งคู่ปฏิเสธข้อกล่าวหา ตำรวจเดินหน้าขยายผล

สำหรับคำให้การ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ ระบุว่า น.ส.ปนัดดา ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่ยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วนว่าเป็นผู้ทำธุรกรรมทางการเงิน และมีการใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ โดยอ้างว่าเกิดความสับสนในการเบิกจ่าย เนื่องจากมีธุรกรรมจำนวนมาก

ส่วนนายอธิปให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าธุรกรรมที่ดำเนินการเป็นการทำตามคำสั่งของ น.ส.ปนัดดา ขณะที่ตำรวจระบุว่าจะพิจารณาคำให้การควบคู่กับหลักฐานธุรกรรมและพฤติการณ์ของแต่ละบุคคล รวมถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาทั้งในทางข้อเท็จจริงและทางทะเบียน

ผบก.ปอศ.กล่าวว่า การขยายผลแบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ต้องหาหลัก ได้แก่ น.ส.ปนัดดา และนายอธิป กลุ่มที่สองคือกรรมการมูลนิธิและผู้รับเหมา รวมถึงบุคคลที่เรียกว่า “ช่างเอ๋” และ “ช่างเอ็ม” ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเป็นเพียงพยานที่ทราบเหตุการณ์ หรือมีพฤติการณ์ร่วมกระทำความผิด โดยเฉพาะความผิดฐานฟอกเงิน

ส่วนกลุ่มที่สามคือบุคคลที่ปรากฏชื่อเป็นผู้รับโอนเงิน เช่น บิดาของ น.ส.ปนัดดา นักธุรกิจใน จ.เชียงใหม่ และบุคคลอื่นที่อาจพบเพิ่มเติม โดยตำรวจจะตรวจสอบที่มาที่ไปของเงินและบทบาทของแต่ละคนก่อนพิจารณาดำเนินการตามพยานหลักฐาน

ทั้งนี้ การปรากฏชื่อในเส้นทางการเงินไม่ได้เป็นข้อยุติว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองยังให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และคดีอยู่ระหว่างการสอบสวน