
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
คำร้องดังกล่าวมีที่มาจากเรื่องร้องเรียนรวม 21 คำร้อง ตั้งข้อสังเกตต่อการดำเนินการของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมถึงเลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ที่กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งให้มี รหัสแท่ง (Barcode) และ รหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบย้อนกลับตัวตนผู้ลงคะแนน และผลการลงคะแนนได้
ผู้ร้องจึงเห็นว่า การออกเสียงดังกล่าว อาจไม่เป็นไปโดยลับ อันเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และอาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหลายมาตรา
ศาลรัฐธรรมนูญพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและเอกสารประกอบแล้ว เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมิใช่ปัญหาเฉพาะบุคคลหรือเขตเลือกตั้งใดเขตหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ และเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญของ กกต. โดยตรง จึงเข้าเงื่อนไขรับคำร้องไว้พิจารณา
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน เห็นแย้งว่า การดำเนินการของ กกต. เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่เข้าเกณฑ์รับคำร้อง
เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบด้าน ศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ กกต. เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง พร้อมทั้งให้ทั้งสองฝ่ายจัดส่งบัญชีพยานหลักฐานภายในกรอบเวลาเดียวกัน
คดีนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจกลายเป็น บรรทัดฐานสำคัญต่อรูปแบบการจัดการเลือกตั้งในอนาคต และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง หากศาลวินิจฉัยว่าการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวขัดต่อหลัก “การลงคะแนนโดยลับ” ซึ่งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตยไทย
สถานการณ์จากนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาททางกฎหมาย หากแต่เป็น บททดสอบความโปร่งใสของระบบเลือกตั้งทั้งประเทศ ที่ทุกสายตากำลังเฝ้ารอคำตอบจากศาลรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด
